วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2555

นางสาวช่อทิพย์ สมรูป ม.5 ห้อง 946 เลขที่ 5


สังหาริมทรัพย์ – อสังหาริมทรัพย์

1.สังหาริมทรัพย์

          เป็นสินทรัพย์ที่ไม่ติดอยู่กับที่ สามารถนำติดตัวไปไหนมาไหนได้ ตัวอย่างเช่นโบราณวัตถุ, งานศิลป์, เหรียญสะสม และแสตมป์, เพชร , ทอง , รถยนต์ , เฟอร์นิเจอร์ , เครื่องใช้ไฟฟ้า , เสื้อผ้า และเครื่องประดับ ส่วนใหญ่แล้วสังหาริมทรัพย์จะเสื่อมมูลค่าลงอย่างรวดเร็ว โดยมีข้อยกเว้นก็แต่ที่เป็นของสะสมพิเศษ
ทองแท่ง

เพชร

          ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 140 “สังหาริมทรัพย์ หมายความว่า ทรัพย์สินอื่นนอกจากอสังหาริมทรัพย์ และหมายความรวมถึงสิทธิอันเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นด้วย” แต่เดิมความหมายของสังหาริมทรัพย์นั้นคือทรัพย์ที่เคลื่อนที่จากที่หนึ่งไป ยังอีกที่หนึ่งได้ รวมถึงสิทธิต่างๆของทรัพย์สินนั้นๆด้วย ต่อมาจึงมีการแก้ไขใหม่ในปี พ.ศ. 2535 และใช้ความหมายตามมาตรา 140 ซึ่งเป็นที่เข้าใจได้โดยง่ายว่าทรัพย์สินที่ใดไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ ก็ถือเป็นสังหาริมทรัพย์ทั้งสิ้น ดังนั้นหากเข้าใจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์เป็นอย่างดีแล้ว การจะบอกว่าทรัพย์สินใดเป็นอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ก็ไม่ใช่ เรื่องยาก แต่มีบางกรณีที่คาบเกี่ยวกัน อย่างเช่น บ้านถือเป็นอสังหาริมทรัพย์แต่ถ้าไม้ที่ใช้ก่อสร้างบ้านก็จะถือเป็นสังหาริม ทรัพย์ กลับกันหากเราทำสัญญาซื้อขายบ้านทั้งหลาย หมายความว่าเราทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ แต่ถ้าเราขายบ้านในลักษณะที่รือบ้านทิ้งแล้วขายไม้ที่ใช้สร้างบ้าน เช่นนี้ก็จะเป็นการขายสังหาริมทรัพย์เพราะไม้ที่ใช้สร้างบ้านไม่ใช่ อสังหาริมทรัพย์ หรือถ้าขายต้นไม้ต้นหนึ่งในที่ดินโดยคงสภาพเดิมไว้ก็ถือว่าเป็นการ ขายอสังหาริมทรัพย์ แต่ถ้าเป็นการตัดต้นไม้นั้นไปขายเช่นนี้ก้จะเป้นการขายสังหาริมทรัพย์ เพราะต้นไม้ที่ตัดออกไปแล้วไม่มีลักษณะเป็นทรัพย์สินอันติดอยู่กับที่ดินจึง ไม่ถือเป็นอสังหาริมทรัพย์อีกต่อไป ดังนั้นการแยะแยะจึงต้องพิจารณาดูให้ดี
นอกจากนี้แล้ว สังหาริมทรัพย์ยังรวมถึงสิทธิอันเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นๆด้วย เช่น สิทธิจำนำ ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นๆ ฯลฯ


2. อสังหาริมทรัพย์

          เป็นสินทรัพย์ที่นำเอาไปไหนมาไหนไม่ได้ เพราะมีลักษณะติดอยู่กับที่ ตัวอย่างเช่น ที่ดิน หรือ สิ่งปลูกสร้างที่ติดอยู่กับที่ดิน เช่น บ้าน โรงแรม ฯลฯ
บ้าน

          ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 139 “อสังหาริมทรัพย์ หมายความว่า ที่ดินและทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดิน มีลักษณะเป็นการถาวรหรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้น และหมายความรวมถึงทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับที่ดินหรือทรัพย์อันติดอยู่กับ ที่ดินหรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้นด้วย”

เมื่อพิจารณาตามตัวบทแล้วอสังหาริมทรัพย์จะมีความหมายถึง

     1.ที่ดิน คือ เนื้อที่หรือพื้นที่เป็นแปลง เป็นไร่ ถ้าเป็นกรณีที่ไม่ใช่เนื้อที่หรือพื้นที่ก็จะไม่ใช่ที่ดิน เช่นขุดดินจากที่ดินไปเพื่อจะนำไปขาย ดินที่ถูกขุดขึ้นมาก็จะไม่ใช่ที่ดินไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์อีกต่อไป ความหมายตามมาตรา 139 นี้ ที่ดินจะหมายความเฉพาะพื้นดินที่เราเหยียบย่ำและอาศัยอยู่เท่านั้น (แต่ถ้าเป็นที่ดินตามความหมายในประมวลกฎหมายที่ดินจะหมายความรวมถึง ห้วย หนอง คลอง บึง ลำน้ำ และทะเลสาบด้วย ซึ่งจะกว้างกว่าความหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) ที่ดินโดยสภาพแล้วไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ดังนั้นในทางอาญาการลักทรัพย์ที่ เป็นที่ดินจึงไม่อาจทำได้ แต่กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองสามารถในที่ดินเข้าแย่งได้ จึงไปเข้าความผิดฐานบุกรุกแทน

     2.ทรัพย์ อันติดอยู่กับที่ดินที่มีลักษณะเป็นการถาวร ทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินนั้นมีทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และที่มนุษย์นำมาติดไว้ ซึ่งจะต้องเป็นการติดอยู่กับที่ดินที่มีลักษณะเป็นการถาวร คือ ไม่หลุดหรือแยกออกจากที่ดินได้โดยง่าย เช่น ต้นไม้(ไม่รวมถึงต้นไม้ในกระถาง ต้นไม้จะต้องมีรากชอนไชลงในพื้นดิน) อาคารบ้านเรือน ฯลฯ ในส่วนของต้นไม้นั้น มีกฎหมายกำหนดไว้ว่าต้นไม้ที่จะเป็นอสังหาริมทรัพย์นั้นต้องเป็นไม้ยืน ต้น(ตามกฎหมายคือต้นไม้ที่มีอายุเกิน 3 ปี) ถ้าเป็นไม้ล้มลุกจะไม่ถือเป็นอสังหาริมทรัพย์ เช่น พืชผักต่างๆที่ใช้ในการบริโภค

     3.ทรัพย์ ซึ่งประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดิน คือทรัพย์ที่ประกอบเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของที่ดินตามธรรมชาติ เช่น ดิน กรวด ทราย ก้อนหิน ภูเขาหิน ทางน้ำไหล แร่โลหะต่างๆตามธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติและประกอบรวมกันเกิดเป็น ที่ดินขึ้นมา ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์สร้างหรือนำมาติดไว้ แต่ก็มีบางกรณีเช่นกันที่เกิดจากมนุษย์ เช่น ซื้อดินซื้อหินมาถมที่ ดินหินที่ถมลงไปก็จะกลายเป็นส่วนประกอบของที่ดินนั้นไป สังเกตว่าทรัพย์ซึ่งประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้น ถ้านำหรือเคลื่อนย้ายออกจากที่ดินก็จะไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์อีกต่อไป

     4.ทรัพยสิทธิ ต่างๆอันเกี่ยวกับที่ดิน ทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดิน หรือทรัพย์ที่ประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้น ทรัพยสิทธิเป็นสิทธิอย่างหนึ่ง ไม่มีรูปร่างและแตะต้องสัมผัสไม่ได้ แต่มีราคา ยึดถือเป็นเจ้าของได้และต้องมีผู้ทรงสิทธิ เช่น กรรมสิทธิ์ในที่ดิน(ความเป็นเจ้าของที่ดิน) สิทธิครอบครอง(สิทธิในการครอบครองใช้ประโยน์) สิทธิเหนือพื้นดิน สิทธิอาศัยฯลฯ เหล่านี้คือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับที่ดิน ส่วนทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินก็คือสิทธิอาศัย(สิทธิ ที่จะได้อาศัยอยู่ในสิ่งปลุกสร้างบนที่ดิน)



ปัญหาเกี่ยวกับสังหาริมทรัพย์ – อสังหาริมทรัพย์

  • สังหาริมทรัพย์


 1.ปัญหาการลักลอบค้่าโบราณวัตถุ
การลักลอบตัดเศียรพระพุทธรูป
          ตัวอย่างเช่นการลักลอบตัดเศียรพระพุทธรูป เนื่องมาจาก เศียรขององค์พระเป็นที่รวมของพุทธศิลปะ และแสดง ออกซึ่งความงดงามของฝีมือช่าง หากได้เศียรพระ ไปเท่ากับได้งานศิลปะที่เกือบสมบูรณ์ แล้วไปต่อองค์ใหม่หรือทำแท่นเฉพาะรองรับเศียรก็ดูดีมากแล้ว และในเศียรพระ โบราณวับางองค์มักนิยมทำกลไกเปิดปิดได้ โดยเฉพาะพระเนื้อโลหะ ส่วนที่ไม่ใช่โลหะก็ทำเป็นโพรงสำหรับเก็บพระเครื่อง แผ่นจารึกลานทอง ทองคำ พระธาตุ อัญมณี ฯลฯ เข้าทำนองเป็น "กรุ" อยู่ในเศียรพระ โจรทั้งหลายจึงมุ่งหมายเศียรพระเป็นสำคัญมากกว่าอย่างอื่น ซึ่งปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบัน

2. ทองคำปลอนและเพชรปลอม รวมถึงการโจรกรรมทองและเพชร

          เนื่องจากทองคำและเพชรเป็นสังหาริมทรัพย์ที่มีราคา และในปัจจุบันก็มีแนวโน้มที่จะมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เหล่ามิจฉาชีพเข้ามาฉวยโอกาส โดยทำทองปลอมและเพชรปลอมขึ้น ดังนั้นผู้ซื้อจึงต้องตรวจดูสภาพก่อนซื้อเสมอว่าเป็นของแท้จริงๆ และควรซื้อในร้านที่น่าเชื่อถือเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีปัญหาโจรกรรมอีกด้วย ซึ่งนับเป็นปัญหาสังคมอย่างมากในปัจจุบัน ดังนั้นทุกคนจึงควรเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น

3.ปัญหาของระบบการประกันการชำระหนี้ด้วยทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

           การจำนองและการจำนำนั้นต่างเป็นการประกันการชำระหนี้ที่มีข้อจำกัด กล่าวคือ กรณีจำนำนั้น เฉพาะสังหาริมทรัพย์เท่านั้นที่จะนำมาจำนำได้ และต้องมีการส่งมอบสังหาริมทรัพย์ที่จำนำให้แก่ผู้รับจำนำด้วย หลักการดังกล่าวจึงไม่เปิดช่องให้ผู้ประกอบการนำสังหาริมทรัพย์หลายอย่าง เช่น สินค้า  คงคลัง วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้า เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตสินค้า เรือเดินทะเล เป็นต้น ไปจำนำเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ได้ทั้งที่สังหาริมทรัพย์เหล่านี้มีมูลค่าในทางเศรษฐกิจ เนื่องจากผู้จำนำจำเป็นต้องใช้สังหาริมทรัพย์เหล่านี้ในการประกอบการ หากต้องส่งมอบให้แก่ผู้รับจำนำแล้ว ผู้ประกอบการอาจไม่สามารถประกอบกิจการต่อไปได้    ส่วนจำนองมีข้อจำกัดที่สำคัญ ๒ ประการ เช่นกัน 

            ประการที่หนึ่ง แม้กฎหมายจะมิได้กำหนดให้ต้องส่งมอบทรัพย์สินที่จำนองและผู้ให้หลักประกันสามารถใช้ทรัพย์สินที่จำนองต่อไปได้จนกว่าจะมีการบังคับจำนอง ซึ่งเป็นผลดีต่อการประกอบธุรกิจ แต่ทรัพย์สินที่สามารถจำนองได้จำกัดเฉพาะอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์มีทะเบียนบางประเภทเท่านั้น ผู้ประกอบการจึงไม่สามารถใช้สังหาริมทรัพย์บางอย่าง ที่ตนใช้ในการประกอบธุรกิจ เช่น วัตถุดิบ สินค้าคงคลัง ทรัพย์สินทั้งหมดที่ผู้ประกอบการใช้ในการประกอบธุรกิจ รถยนต์ เครื่องจักร เครื่องบิน (กรณีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม การบิน) เป็นต้น มาจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ได้ ส่วนการนำเรือเดินทะเลมาจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ต้องเป็นเรือเดินทะเลที่ต่อเสร็จและมีการจดทะเบียนแล้วเท่านั้น เรือเดินทะเลที่ยังต่อไม่เสร็จก็ไม่สามารถนำมาจำนองได้  นอกจากนี้ การนำเรือเดินทะเลมาจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทำให้เจ้าหนี้จำนองมีลำดับบุริมสิทธิ์แตกต่างไปจากหลักสากลเกี่ยวกับบุริมสิทธิทางทะเลด้วย
 
           ประการที่สอง  การบังคับจำนองเป็นอำนาจของศาล ในขณะที่ศาลต้องรับผิดชอบคดีความประเภทอื่นอีกเป็นจำนวนมาก กระบวนการพิจารณาคดีบังคับจำนองจึงล่าช้าและเป็นผลเสียต่อการประกอบกิจการของทั้งผู้จำนองและผู้รับจำนอง อีกทั้งการบังคับคดีจำนองโดยเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องเป็นไปตามระเบียบแบบแผนของทางราชการจึงยิ่งทำให้กระบวนการบังคับจำนองล่าช้าออกไป นอกจากนั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีมีความเชี่ยวชาญในการจำหน่ายทรัพย์สินไม่เท่าเทียมเอกชน จึงมักจำหน่ายทรัพย์สินที่จำนองได้ในราคาไม่มากนักซึ่งไม่เป็นผลดีต่อทั้งผู้จำนองและผู้รับจำนอง เมื่อเกิดปัญหาขึ้นใน ระบบเศรษฐกิจ กระบวนการบังคับจำนองที่ล่าช้ายังทำให้ธนาคารหรือสถาบันการเงินผู้ให้สิน เชื่อโดยมีหลักประกันไม่สามารถควบคุมภาระความเสี่ยงของตนที่เกิดจากการให้ สินเชื่อได้และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีหนี้สูญจำนวนมาก    จึงอาจกล่าวได้ว่ากระบวนการบังคับจำนองที่ล่าช้าทำให้เจ้าหนี้จำนองมีฐานะไม่ต่างจากเจ้าหนี้สามัญ

          กล่าว โดยสรุป ระบบการจำนำและจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ทำให้ผู้ประกอบการไม่ สามารถใช้ทรัพย์สินหลายอย่างที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเป็นประกันการชำระ หนี้สินเชื่อเพื่อหาทุนมาใช้ในการประกอบกิจการในลักษณะที่ไม่ต้องส่งมอบ ทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันแก่แหล่งเงินทุน เนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่ผู้ประกอบการจำต้องใช้ในการประกอบกิจการ เช่น เครื่องจักร สินค้าคงคลัง วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต สิทธิเรียกร้อง ทรัพย์สินทั้งหมดที่ผู้ประกอบการใช้ในการประกอบธุรกิจ เป็นต้น ผู้ประกอบการจึงไม่สามารถใช้ทรัพย์สินดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุด (Maximize profit) ได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ กระบวนการบังคับหลักประกันที่เป็นอำนาจของศาลและเจ้าพนักงานบังคับคดีก็มีความล่าช้าและขาดประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นทางให้คู่สัญญาได้รับความเสียหาย
  • อสังหาริมทรัพย์
1. ถ้ามีคนเข้ามาปลูกบ้านบนที่ดินของเราจะต้องทำอย่างไร  
          ถ้าที่ดินของเราจู่ๆ ก็มีใครไม่รู้เข้าปลูกบ้านลงบนที่ดินของเราหน้าตาเฉย เมื่อเรารู้แล้ว เราจะต้องทำอย่างไร จะบอกให้เขารื้อถอนบ้านออกไปทันทีได้หรือไม่
          การที่มีใครสักคนเข้าไปปลูกสร้างบ้านลงบนที่ดินของคนอื่นนั้น จะต้องดูก่อนว่าเขามีสิทธิอะไรมารองรับการกระทำนั้นบ้าง ถ้าเป็นการเช่าที่ดินของคนอื่นเพื่อปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัยโดยมีสัญญาเช่า ถูกต้อง ก็ไม่มีปัญหาอะไร สัญญาเช่าที่ดินมีเงื่อนไขกำหนดไว้อย่างไร ก็ต้องเป็นไปตามนั้น เช่น เช่าที่ดินกันนานกี่เดือนกี่ปี หรือเมื่อครบกำหนดเวลาตามสัญญาเช่าแล้วให้บ้านตกเป็นของเจ้าของที่ดินทันที ก็ต้องเป็นไปตามนั้น 
          แต่ถ้ามิใช่เป็นการเช่าที่ดินโดยมีสัญญาเช่าต่อกัน การที่มีคนเข้าไปปลูกสร้างบ้านลงบนที่ดินของคนอื่น บ้านหรือโรงเรือนจะเป็นสิทธิของใคร กฎหมายได้คุ้มครองสิทธิของเจ้าของที่ดินไว้ ซึ่งต้องพิจารณาเป็นเรื่องๆ ไป 
          1. ถ้ามีใครมาสร้างบ้านหรือโรงเรือนลงบนที่ดินของเราโดยสุจริตกฎหมายกำหนดว่า ให้โรงเรือนนั้นตกเป็นของเราแต่เราต้องชดใช้ราคาของที่ดินที่เพียงเท่าที่เพิ่มขึ้น เพราะการมีโรงเรือนขึ้นในที่ดินของ เรา (เช่น ที่ดินเปล่าๆ เดิมมีราคา 100,000 บาท แต่พอมีคนเข้ามาสร้างบ้านขึ้นในที่ดิน ทำให้ที่ดินมีราคาเพิ่มขึ้นเป็น 120,000 บาท นั่นคือต้องใช้ราคาที่ดินส่วนที่เพิ่มขึ้น 20,000 บาท ให้แก่ผู้ปลูกสร้างและเราเอาบ้านไว้ ส่วนคำว่า "ราคาของที่ดินที่เพียงเท่าที่เพิ่มขึ้น" นั้น มิได้หมายความว่าเป็นราคาของตัวบ้านที่สร้างขึ้นนะครับ) แต่ถ้าเราพิสูจน์ได้ว่าเรามิได้ประมาทเลินเล่อปล่อยปละละเลย ให้คนเข้ามาปลูกบ้านบนที่ดินของเรา เราจะบอกปัดไม่ยอมรับเอาบ้านนั้นก็ได้และเรียกร้องให้เขารื้อถอนออกไป และทำให้ที่ดินเหมือนเดิมก็ได้ แต่มีข้อยกเว้นว่าถ้าการรื้อถอนโรง เรือน , การทำให้ที่ดินเป็นเหมือนเดิมนั้นจะต้องเสียค่าใช้จ่ายมากเกินสมควร เราจะเรียกร้องให้คนสร้างซื้อที่ดินของเราทั้งหมดหรือบางส่วนตามราคาตลาดก็ ได้
          2. ถ้ามีใครมาสร้างบ้านหรือโรงเรือนในที่ดินของเราโดยไม่สุจริตกฎหมายกำหนดว่า คนปลูกสร้างจะต้องทำให้ที่ดินของเราเป็นตามสภาพเดิมเพื่อส่งคืนให้แก่เรา โดยจะต้องรื้อถอนโรงเรือนออกไปด้วยค่าใช้จ่ายของตนเอง เว้นแต่ เราจะเลือกให้ส่งคืนตามสภาพที่เป็นอยู่คือส่งคืนโดยไม่ต้องรื้อบ้านออกไป ด้วย แต่เราจะต้องชดใช้ราคาบ้านนั้นหรือเราจะเลือกใช้ค่าแห่งที่ดินที่เพิ่มขึ้น เพราะมีบ้านเพิ่มบนที่ดินนั้นก็สุดแท้แต่เราจะเลือกวิธีใด

          3.ถ้าเป็นกรณีการสร้างบ้านหรือโรงเรือนรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของเราโดยสุจริตกฎหมายกำหนดว่า คนปลูกสร้างนั้นเป็นเจ้าของโรงเรือนที่สร้างขึ้น แต่ต้องเสียเงินให้แก่เราโดยถือเป็นค่าใช้ที่ดินของเรา และจดทะเบียนสิทธิเป็นภาระจำยอม ถ้าต่อมาโรงเรือนนั้นพังทะลายสูญสิ้นไป เราก็มีสิทธิเรียกร้องให้เพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมนั้นเสียก็ได้

          4. ถ้าเป็นกรณีการสร้างบ้านหรือโรงเรือนรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของเราโดยไม่สุจริตกฎหมายกำหนดว่าเรามีสิทธิ เรียกร้องให้คนปลูกสร้างรื้อถอนโรงเรือนออกไป และทำให้ที่ดินของเราเป็นสภาพเหมือนเดิม โดยคนปลูกสร้างจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนเอง 

         การที่จะบอกว่าคนปลูกสร้างนั้น "สุจริต" หรือ "ไม่สุจริต" เป็นการยากที่จะพิสูจน์ให้เห็นชัดเจน จะต้องพิจารณาจากพฤติกรรมและปัจจัยประกอบอีกหลายอย่าง ฉะนั้น ถ้าไม่อยากมีปัญหายุ่งยากเช่นนี้ ขอให้หมั่นตรวจสอบดูแลที่ดินของท่านให้ดีว่ามีใครเข้ามาปลูกสร้างหรืออาศัยอยู่บ้าง

 2.ปัญหาอสังหาริมทรัพย์ก่อสร้างค้าง


ตึกที่ก่อสร้างค้าง
          กระทรวงการคลัง เตรียมผ่าทางตันปัญหาอสังหาริมทรัพย์ก่อสร้างค้าง ประเดิมที่เขตกรุงเทพและปริมณฑล ก่อนขยายวงไปทั่วประเทศ 

          นาย ศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เช่น สมาคมธนาคารไทย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ และบริษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน (บบส.) ว่า ได้มีการหารือกันเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาอาคารที่ก่อสร้างค้าง ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล ตั้งแต่ปี 2544 ที่มีอยู่ทั้งหมด 508 แห่ง แต่ปัจจุบันมีการก่อสร้างจนแล้วเสร็จ 227 แห่ง ทำให้มีอาคารก่อสร้างค้างเหลืออยู่ 281 แห่ง คิดเป็นพื้นที่ใช้สอย 6.2 ล้านตารางเมตร โดยกระทรวงการคลังพร้อมเข้ามารับเป็นเจ้าภาพ และมอบหมายให้ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ไปหารือร่วมกับหน่วยงานอื่นๆโดยเฉพาะสมาคมธนาคารไทย ให้ช่วยกันตั้งโต๊ะเจรจากับเจ้าของโครงการ และตรวจสอบสาเหตุที่ทำให้แต่ละโครงการไม่คืบหน้าว่า ติดขัดปัญหานอกเหนือจากการโอนทรัพย์สินมายัง บบส.และบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) หรือไม่ จะได้วางแนวทางคลี่คลายปัญหาที่เป็นมาตรฐานเดียวกันต่อไป

          นอกจากนี้ ในที่ประชุม ยังมีข้อเสนอให้ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ไปเก็บข้อมูลอาคารที่ก่อสร้าง ค้างในต่างจังหวัดเพื่อให้การแก้ไขปัญหาเหมือนกันทั่วประเทศ เพราะยังไม่ทราบชัดเจนว่า โครงการต่างๆ เหล่านี้ เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ทรัพย์สินรอการขาย (เอ็นพีเอ) หรืออยู่ที่กรมบังคับคดี จึงต้องเริ่มต้นด้วยการเก็บข้อมูลก่อน หลังจากนั้น ถึงจะหารือแนวทางในการแก้ไข เนื่องจากอาคารที่ก่อสร้างค้างเหล่านี้ มากกว่า 70% เป็นใบอนุญาตก่อสร้างเดิมที่หมดอายุไปแล้ว ขณะที่กฎหมายผังเมืองใหม่ที่เริ่มใช้ในเดือนพฤษภาคม มีกฎระเบียบและเงื่อนไขที่เข้มงวด ซึ่งจะส่งผลให้ขนาดและมูลค่าของโครงการเล็กลงตามไปด้วย

          อย่างไรก็ตาม จากการหารือกับสำนักคณะกรรมการกฤษฎีกา พบว่า กฎหมายผนังเมืองใหม่ถือเป็นกฎหมายที่จะต้องบังคับใช้เป็นการทั่วไปไม่สามารถ ยกเว้นโครงการใดโครงการหนึ่งได้ ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องพิจารณาประเด็นต่างๆ เหล่านี้ด้วย 




ที่มา : http://www.oknation.net/blog/print.php?id=174431
                                     http://www.lawreform.go.th
                                                              http://www.ruammitra.0fees.net/law-i.html
                                              http://www.moneychannel.co.th/

1 ความคิดเห็น:

  1. สรุปเหตุผลที่ผ่านมาบ้างก็จะดีว่ามีปัญหาอย่างไร

    ตอบนำออก